แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดวงตา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553

10 วิธี การบริหารดวงตาแบบง่ายๆ




วิธีแรก
การกระพริบตาถี่ๆ เพราะโดยธรรมชาติแล้ว คนเราจะกระพริบตา 1 ครั้งต่อทุกๆ 4 วินาที แต่จากนี้ไป เมื่อใดก็ตามที่นึกขึ้นมาได้ ก็ให้กระพริบตาติดต่อกัน 10 ครั้ง การทำเช่นนี้จะช่วยให้อาการเมื่อยตาบรรเทาลงได้อย่างประหลาด และเพื่อให้ได้ผลดี เราควรจะฝึกให้บริหารดวงตาด้วยวิธีนี้อย่างน้อยวันละ 5 ครั้ง

วิธีที่สอง หลับตาให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ประมาณ 1 วินาทีแล้วคลายออก จากนั้นใช้ปลายนิ้วก้อยกดนวดเบาๆ ตรงบริเวณใต้ดวงตา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดริ้วรอยยับย่นรอบดวงตา แต่อย่าไปเผลอกดตรงดวงตา หรือบริเวณรอบขอบตาเด็ดขาด วิธีนี้ให้ทำวันละ 3 ครั้ง

วิธีที่สาม การกลอกลูกตาโดยไม่ขยับศีรษะ วิธีการนี้จะไปช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อตาทำงานได้ดีขึ้น ให้กลอกตาไปในทิศทางต่างๆ ท่าละ 3 ครั้ง โดยเริ่มจากการกลอกตาจากล่างขึ้นบน แล้วจึงค่อยทำจากซ้ายไปขวา

วิธีที่สี่ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับวิธีที่สาม แต่ให้จินตนาการว่า เรากำลังเขียนรูปสี่เหลี่ยมอยู่ด้วยดวงตา และพยายามทำให้รูปสี่เหลี่ยมนั้นมีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และอย่าไปตัดมุมสี่เหลี่ยมมุมใดมุมหนึ่งเด็ดขาด กรรมวิธีเช่นนี้ ตามตำราบอกว่าเป็นการบริหารดวงตาที่มีประสิทธิภาพยิ่ง

วิธีที่ห้า ยื่นแขนข้างขวาออกไปข้างหน้าและเลื่อนช้าๆ จนแขนเป็นแนวเดียวกับไหล่ ขณะที่เลื่อนแขนอยู่นั้นก็ให้มองตามโดยต้องไม่ขยับศีรษะเลย พยายามมองปลายนิ้วข้างนั้นให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วค่อยๆ เลื่อนแขนกลับมาข้างหน้าช้าๆ โดยไม่ละสายตาจากปลายนิ้ว จากนั้นให้เปลี่ยนไปใช้กรรมวิธีเช่นนี้กับแขนข้างซ้าย โดยการบริหารดวงตาด้วยวิธีนี้ควรทำให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง

วิธีที่หก ให้ท้าวข้อศอกลงบนโต๊ะ แล้วเอามือทั้งสองข้างปิดตาไว้ กะพริบตาถี่ๆ 2-3 ครั้งแล้วจึงหลับตาลง ผ่อนคลายดวงตาและใบหน้า พร้อมกับนั่งนิ่งๆ ในท่านั้นประมาณ 5 นาที แล้วจึงลืมตาขึ้นเอามือออก สิ่งที่ต้องระวังจากการบริหารดวงตาด้วยวิธีนี้ก็คือ จะต้องไม่ใช้ปลายนิ้วกดลงบนลูกตา หรือส่วนใดส่วนหนึ่งบนใบหน้าอย่างเด็ดขาด ในแต่ละวันจะบริหารดวงตาด้วยวิธีนี้กี่ครั้งก็ได้ เพราะวิธีนี้จะมีประโยชน์เป็นพิเศษเมื่อเราต้องใช้สายตาอย่างหนัก เช่น เพ่งสายตาอยู่กับจอคอมพิวเตอร์นานๆ หรือทำงานเย็บปักถักร้อยที่ต้องการความประณีตสูง

วิธีที่เจ็ด เหลือกตาขึ้นมองเพดานห้องในลักษณะทะแยงมุม จากนั้นให้ลดสายตาลงมองพื้นที่อยู่ตรงกันข้าม ให้ทำเช่นเดียวกันนี้ทั้งข้างซ้ายและข้างขวา และทำสลับกัน กรรมวิธีนี้ควรทำให้ได้ข้างละ 5 ครั้งต่อวัน

วิธีที่แปด กรรมวิธีนี้จะช่วยให้ดวงตาสามารถปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงของจุดโฟกัส ให้จ้องมองไปที่วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งอยู่ในระยะไกล จากนั้นให้ดึงสายตากลับมายังวัตถุใดๆ ก็ตามที่อยู่ในระยะใกล้เพียงช่วงแขน ให้บริหารสายตาด้วยวิธีนี้ซ้ำๆ กันข้างละ 5 ครั้ง

วิธีที่เก้า การฝึกโยคะในท่าที่ใช้ศีรษะต่างเท้า ถือเป็นวิธีบริหารดวงตาที่ดีมากวิธีหนึ่ง เพราะเลือดที่ตกลงไปที่ศีรษะจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดรอบดวงตา ซึ่งจะช่วยให้สายตาดีขึ้นอย่างมาก แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถฝึกโยคะท่านี้ได้ จะด้วยความกลัวเกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ให้ใช้วิธีนั่งบนเก้าอี้ แล้วห้อยศีรษะลงระหว่างเข่าทั้ง 2 ข้าง พยายามให้กระหม่อมดิ่งลงไปหาพื้นห้องให้ได้มากที่สุด เมื่อเริ่มต้นบริหารด้วยท่านี้ใหม่ๆ ให้พยายามประคองตัวอยู่ในท่านี้ให้ได้นานประมาณ 5 นาทีเป็นอย่างน้อย

วิธีสุด ท้าย วิธีที่สิบ เป็นการบริหารดวงตาตามหลักอายุรเวทอย่างแม้จริง นั่นคือ หลับตาลง แล้วใช้นิ้วนางทั้งสองข้างนวดบนเปลือกตาเบาๆ จากนั้นให้กดปลายนิ้วลงเล็กน้อยเพื่อนวดลูกตา โดยจะต้องนวดเป็นวงรอบๆ ดวงตา ทำครั้งละประมาณ 2-3 นาที

สิบวิธีบริหาร ดวงตาง่ายๆ เช่นนี้ คนที่มีปัญหาด้านสายตาทำแล้วก็จะดี ส่วนคนที่ไม่มีปัญหาด้านสายตาก็ทำได้เช่นกัน จะทำที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น สำคัญคือต้องตั้งใจและให้ท่องไว้เสมอว่า บริหารดวงตาวันละนิด เพื่อชีวิตของดวงตาที่ยืนยาว

ที่มา: http://cid-a291c0b2e994b349.spaces.live.com/blog/cns!A291C0B2E994B349!752.entry

ดูแลผิวรอบดวงตาแบบง่ายๆ



1.
ควรตรวจสุขภาพตา เป็นประจำทุกๆ 2-4 ปี แต่สำหรับผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปแล้ว ควรจะตรวจให้บ่อยขึ้นคือทุกๆ 1-2 ปี

2. ควรใช้สายตาในที่มีแสงสว่างเพียงพอ และ หลีกเลี่ยงการเพ่งมองเป็นเวลานาน ๆ แต่ถ้าจำเป็นต้องนั่งหน้าคอม หรือ อ่านหนังสือนานๆ ก็ให้หยุดพักประมาณ 15-20 นาที แล้วมองไปไกลๆ หรือมอง ต้นไม้สีเขียวก็ได้ เพราะสีเขียวเป็นสีโทนกลางซึ่งเมื่อเรามองแล้วจะรู้สึกสบายตา ทำให้ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาค่ะ

3. สวมแว่นตากันแดดทุกครั้งที่อยู่ในที่ที่มีแสงจ้า และหลีกเลี่ยงการโดนลมแรง เพราะจะทำให้ตาแห้ง


4. หลีกเลี่ยงการใช้มือขยี้ตา โดยเฉพาะการขยี้ตาแรงๆ จะทำให้ดวงตาเกิดริ้วรอยและหย่อนคล้อย แต่ถ้าคันจริงๆให้ ลองใช้ปลายนิ้วค่อยๆคลึงเบาๆบนเปลือกตาแทนการขยี้ตาจะดีกว่านะค่ะ และอย่าใช้ของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า เพราะอาจจะมีเครื่องสำอางค์ที่ตกค้างอยู่บนผ้าเช็ดหน้า มาทำให้เกิดการติดเชื้อและอักเสบได้

5. ถ้าดวงตาเกิดอาการบวมแดง หรือดูอิด โรยไม่สดใส ให้ใช้สำลีชุบน้ำเย็นหรือผ้าห่อน้ำแข็ง มาวางไว้บนเปลือกตา ทั้งสองข้าง เพื่อช่วยให้อาการดีขึ้น

6. ไม่ควรหยอดตาบ่อยๆ โดยไม่จำเป็น เพราะนัยน์ตามีน้ำหล่อเลี้ยงธรรมชาติอยู่ การหยอดตาหรือล้างตาบ่อยๆ จะทำลายภูมิคุ้มกันของน้ำตาให้หมดไป ซึ่งอาจจะยิ่งเกิดความระคายเคืองมากยิ่งขึ้น


7. ควรบริหารดวงตา โดยการกรอกลูกตาไปมาเป็นวง กลม เริ่มจากตามเข็มนาฬิกาครบ 1 รอบแล้วกรอกทวนเข็มนาฬิกา ทำอย่างนี้ซ้ำๆกัน วันละ 2-3 ครั้ง หรือนอนหงายหรือนั่งหลับตาสักพัก แล้วใช้แตงกวาฝานเป็นชิ้นบางๆ นำมาแปะไว้ บนเปลือกตาทั้งสองข้าง เมื่อลืมตาขึ้นมาจะทำให้ดวงตาดูมีชีวิตชีวาขึ้น

8. การนอนอย่างเพียงพอ เป็นการพักผ่อน สายตาที่ดี ห้ามอดนอน เพราะจะทำให้ดวงตาดูหมองคล้ำไม่น่ามอง และอย่าพยายามนอนคว่ำหน้านะค่ะเพราะจะทำให้หน้ายับซึ่งเป็นเหตุของการเกิด ริ้วรอยค่ะ

9. การแต่งหน้า อาจทำให้เกิดถุงใต้ตาและรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย เนื่องจากเนื้อครีมเข้มข้นอาจใช้แรงกดในการทา ซึ่งทำ ให้เกิดริ้วรอยได้ ดังนั้นควรหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวหน้าและผิวรอบดวงตาโดยเฉพาะ และต้องมีเนื้อ ครีมที่บางเบา ไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง

10. การทำความสะอาดรอบดวงตา ควร ทำความสะอาดผิวรอบด้วยตาให้สะอาดและทำอย่างละมุนละไม อย่าเช็ดแรง และควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีความอ่อนโยน ด้วยการใช้สำลีชุปผลิตภัณฑ์สำหรับทำความสะอาด รอบดวงตา เช็ดผิว โดยการปัดลงเบาๆไปในทิศทางเดียวกัน โดยเริ่มจากบริเวณโหนกคิ้วถึงปลายตา จากนั้น ใช้สำลีปัดขึ้นจากขอบตาบน จนถึงปลายคิ้วแล้วทำซ้ำจนกว่าจะไม่เหลือคราบเครื่องสำอางค่ะ

11. ควรดื่มน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย ประมาณ วันละ 8 แก้วหรือประมาณ 2 ลิตรค่ะ เพราะนอกจาก ช่วยให้ผิวรอบดวงตาดูสดใสแล้ว น้ำยังทำให้ผิวพรรณของเราดูชุ่มชื่นด้วยนะค่ะ

12. งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกลอฮอล์ เพราะ จะทำให้ผิวแห้งและดูหย่อนคล้อย ลองสังเกตุ ดูนะทุกครั้ง หลังดื่่มแอลกลอฮอล์จะรู้สึกได้ว่าร่างกายขาดน้ำและจะรู้สึกได้ว่าหน้าเราดู แห้งเหี่ยวค่ะ

อาหารเสริมเพื่อดวงตาที่สดใส
1. รับประทานผัก ผลไม้ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (Anti Oxidant) ในปริมาณสู

เช่น ผลบลูเบอร์รี่ ผักใบเขียว และแครอท ซึ่งจะช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลาย จอตา และช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอ ประสาทตาเสื่อมได้ อีกทั้งช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืด และมีความไวในที่แสงน้อยๆดีกว่า

2. รับประทานผักที่มีสารลูทีน (Lutien) และซีแซนทีน (Zeaxanthin)

ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งมีสีเหลือง พบมากในพืชผักที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผลอะโวคาโด บร็อคโคลี่ ข้าวโพด ฟักทอง ผักโขม และผักกวางตุ้ง เหล่านี้ล้วนเป็นสารธรรมชาติที่พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพ และจอประสาทตา ทำหน้าที่ช่วยกรอง หรือป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูก ทำลาย โดยการต้านอนุมูลอิสระ พร้อม ทั้งกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา

3. รับประทานสารสกัดของโอเมก้า 3 หรือรับประทานปลา ชนิดต่างๆ

รู้กันอย่างนี้แล้ว ก็อย่าช้า!! รีบกลับไปดูแลรักษาดวงตาของเราเพื่อความสวยงามและสดใส พร้อมทั้ง บ่งบอกถึงความมีสุขภาพกายที่ดีและยังทำให้เราเป็นที่น่าสนใจของเพศตรงข้าม ได้อีกด้วย

ที่มา: http://razzii.allblogthai.com/3

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

รอยหมองคล้ำใต้ดวงตา

ปัญหาหนักอกของสาวๆ ยุคไอที






ปัญหารอยหมองคล้ำ ใต้ดวงตา สร้างความรําคาญใจให้สาวๆ ไม่น้อย โดยพบว่าในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ร้อยละ 51.2 ของสาวๆ วัย 20 ปีขึ้นไปมักจะพบว่าบริเวณรอบดวงตามีรอยคล้ำ ซึ่ง เป็น ปัญหาสําคัญที่รองลงมาจากปัญหาการเกิดสิว

ปัญหารอบดวงตามีรอยคล้ำ เกิดจากการมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น การพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงกรรมพันธุ์ ฯลฯ ฉะนั้นหากรอบดวงตามีรอยคล้ำ สาวๆ ไม่ควรนิ่งนอนใจควรจะหาทางลดปัญหาเหล่านั้น เพราะเมื่อรอบดวง ตามีรอยคล้ำ ก็จะทําให้เวลาแต่งหน้าหรือแต่งเติมสีสันบนเปลือกตาทําได้ยาก เมื่อทาอายแชโดว์แล้วจะไม่ได้สีตามที่ใจปรารถนาเสมือนการระบายสีบนกระดาษสี หม่นย่อมไม่ได้สีสวย นอกจากนั้นรอยคล้ำยังทําให้ใบหน้าดูเหนื่อยล้าหมองคล้ำไม่สดใส และดูแก่กว่าวัยอีกด้วย

แม้ปัญหาความหมอง คล้ำเหล่านี้ จะสามารถกลบเกลื่อนได้ด้วยการแต่งหน้าอย่างมืออาชีพ แต่เพื่อความกระจ่างใสอย่างยั่งยืนแล้ว การแก้ไขจากต้นเหตุน่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง อาทิ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียดและการใช้งานของกล้ามเนื้อดวงตาให้น้อยลง ประกอบกับการใช้ผลิตภัณฑ์บํารุงที่ทรงประสิทธิภาพด้วยส่วนผสมของวิตามินซี ที่ช่วยลดเลือนรอยหมองคล้ำและปรับสีผิวรอบดวงตา ควบคู่กับการนวดลดเลือนรอยคล้ำใต้ตา ก็จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ส่งผลให้รอยหมองคล้ำรอบดวงตาหายไป และผิวหน้าก็จะดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วยเช่นกัน


ข้อแนะนําเพื่อดวง ตากระจ่างใส

+ หลีกเลี่ยงการใช้นิ้วมือขยี้ตา เพราะจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นรอบดวงตา ตลอดจนอาจเกิดการอักเสบอันเนื่องมาจากเชื้อโรคที่ติดอยู่บนมือทั้งสองข้าง ถ้ารู้สึกคันหรือระคายเคืองตา ให้ใช้น้ำยาล้างตาหรือใช้ผ้าเช็ดหน้าสะอาดซับเบาๆ พอให้หายคัน

+ เมื่อดวงตาเกิดความเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ลองหาแตงกวาฝาน หรือถุงชาที่ใช้แล้วแบบแช่เย็น วางไว้บนเปลือกตาสองข้าง นอนพักสักครู่ จะช่วยให้อาการอ่อนล้าดีขึ้น

+ การดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6 - 8 แก้ว หรือ 2 ลิตร จะช่วยป้องกันรอยคล้ำใต้ตาได้

ที่มา: http://women.mthai.com/views_Beauty-Tip-Trick_11_44_37065_1.women